แผนพัฒนาการศึกษาเอกชน พ.ศ. 2566 – 2570 จัดทำขึ้นเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาเอกชนให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและรองรับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีเป้าหมายหลักในการยกระดับคุณภาพและสร้างความสามารถในการแข่งขันระดับนานาชาติ แผนฉบับนี้มาแทนที่ฉบับเดิมที่สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2565
จากการประเมินสถานการณ์การศึกษาเอกชน พบว่า ด้านปริมาณ มีแนวโน้มลดลงทั้งจำนวนผู้เรียนและสถานศึกษา อันเป็นผลมาจากโครงสร้างประชากรวัยเรียนที่ลดลงและสภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่สัดส่วนตลาดระหว่างรัฐและเอกชนยังคงอยู่ที่ 80:20 ด้านคุณภาพ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนยังคงเป็นความท้าทาย โดยคะแนน PISA อยู่ในอันดับที่ลดลงและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ส่วนคะแนน O-NET มีเพียงวิชาภาษาไทยที่มีคะแนนเฉลี่ยเกิน 50 คะแนน และผลคะแนนมีแนวโน้มลดลงในระดับชั้นที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษา (SAR) ส่วนใหญ่อยู่ในระดับยอดเยี่ยม ด้านประสิทธิภาพ พบว่าโรงเรียนที่รับเงินอุดหนุนร้อยละ 100 (โรงเรียนการกุศล) มีแนวโน้มรับนักเรียนได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในขณะที่โรงเรียนประเภทอื่นมีความสามารถในการรับนักเรียนลดลง สะท้อนถึงความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน
แผนฉบับนี้ได้สรุป สภาพปัญหาสำคัญ 14 ประการ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการศึกษาเอกชน อาทิ ความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพและโอกาสทางการศึกษา, บทบาทของรัฐที่เป็นผู้ให้บริการ (Provider) มากกว่าผู้กำกับ (Regulator), นโยบายเรียนฟรีที่สร้างภาระทางการคลัง, การจัดสรรงบประมาณที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและสร้างความไม่เป็นธรรม, การกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมการศึกษา, ปัญหาครูลาออกไปบรรจุเป็นข้าราชการระหว่างภาคเรียน, และการบังคับใช้กฎระเบียบที่ไม่เป็นธรรม เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
วิสัยทัศน์ ของแผนคือ “สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาที่มีคุณภาพมาตรฐาน ด้วยความรับผิดชอบต่อผู้เรียน ภายใต้การกำกับ ส่งเสริม สนับสนุนการศึกษาเอกชนที่มีความเท่าเทียมและเป็นธรรม”
เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว แผนได้กำหนดยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน คือ:
1. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ: พัฒนาระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการกำกับดูแล การตัดสินใจเชิงนโยบาย และการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบสนองต่อโลกยุคใหม่
2. การสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน: ผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนบทบาทรัฐจาก “ผู้จัด” เป็น “ผู้จัดการให้มีการศึกษา” และสร้างความเข้าใจเพื่อให้เกิดการร่วมระดมทุนเพื่อการศึกษา
3. การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร: ปรับปรุงระบบเงินอุดหนุนรายหัวให้แปรผันตามคุณภาพ ผลักดันให้มีโครงการอาหารกลางวันอย่างเท่าเทียม ยกเลิกเพดานค่าเล่าเรียน และผลักดันให้ค่าเล่าเรียนสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
4. การส่งเสริมกลไกการแข่งขันที่เป็นธรรม: ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุน เช่น การยกเว้นภาษีที่ดิน, แก้ไขกฎหมายกองทุนสงเคราะห์ครูเอกชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนและจัดสวัสดิการ, และปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวก
ความสำเร็จของแผนขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการศึกษา, การปรับปรุงประสิทธิภาพภาครัฐ, การสร้างการยอมรับจากทุกภาคส่วน และการพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่บูรณาการ
